หน้าแรก
 

ความรู้พื้นฐาน

 
 
  • หน่วยมาตรฐาน
  • ความหมายของตัวคูณหน่วย
  • การอ่านค่าความต้านทาน (Resistor)
  • การวัดค่าความต้านทานแบบค่าคงที่
  • การวัดค่าความต้านทานแบบปรับค่าได้
  • ประเภทของตัวเก็บความจุ (Capacitor)
  • ขั้นตอนการตรวจสภาพตัวเก็บประจุด้วยการวัดค่า
  • การอ่านค่าตัวเก็บประจุ (Capacitor)
  • การใช้ไดโอด (Diode)
  • ขั้นตอนการตรวจวัดไดโอด
  • ซีเนอร์ไดโอด (Zener Diode)
  • การวัดซีเนอร์ไดโอดแบบง่าย
  • หลักการเบื้องต้นทรานซิสเตอร์ (Transistor)
  • การตรวจวัดทรานซิสเตอร์
  • คำย่อทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้บ่อย
  •  
         
       
      แอมแปร์ : เป็นหน่วยของกระแสไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ คือ กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านโลหะตัวนำเหยียดตรงขนานกัน 2 เส้น มีความยาวมากๆ (อินฟินิตี้) โดยไม่คำนึงถึงพื้นที่หน้าตัด โลหะตัวนำทั้งสองเส้นวางห่างกัน 1 เมตรในสุญญากาศ แรงที่เกิดขึ้นระหว่างโลหะตัวนำทั้งสองมีค่าเท่ากับ 2x 10-7 นิวตัน ต่อความยาวของโลหะตัวนำ 1 เมตร  
      แอมแปร์-ชั่วโมง : เป็นหน่วยของปริมาณไฟฟ้า 36,000 คูลอมป์ โดย 1 แอมแปร์-ชั่วโมง คือ กระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ไหลเป็นเวลา 1 ชั่วโมง  
      คูลอมป์ : เป็นหน่วยของประจุไฟฟ้า โดย 1 คูลอมป์ มีค่าเท่ากับ ปริมาณไฟฟ้า 1 แอมแปร์ไหลจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งในเวลา 1 วินาที  
      ฟารัด : เป็นหน่วยของความจุ โดย 1 ฟารัด มีค่าเท่ากับความจุระหว่างแผ่นโลหะ 2 แผ่นที่มีความจุ 1 คูลอมป์ และมีความต่างศักย์ระหว่างแผ่น 1 โวลต์ ในการใช้งานส่วนใหญ่จะพบหน่วยเป็น ไมโครฟารัด , นาโนฟารัด และพิโกฟารัด  
      เฮนรี่ : เป็นหน่วยของความเหนี่ยวนำไฟฟ้า โดย 1 เฮนรี่มีค่าเท่ากับ แรงดันไฟฟ้า 1 โวลต์ที่เกิดขึ้นในขดลวดวงจรปิดที่มีกระแสไฟฟ้าไหลในวงจรและกระแสไฟฟ้านั้นเปลี่ยนแปลงอย่างคงที่ในอัตรา 1 แอมแปร์ต่อวินาที ในงานทั่วไปจะพบหน่วย ไมโครเฮนรี่ และมิลลิเฮนรี่  
      เฮิรตซ์ : เป็นหน่วยของความถี่หรือจำนวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอซ้ำๆกันในเวลา 1 วินาที  
      จูล : เป็นหน่วยของพลังงาน ทั้งด้านพลังงานกลและพลังงานความร้อน พลังงาน 1 จูล คือ งานที่เกิดขึ้นจากการกระทำของแรง 1 นิวตัน เคลื่อนที่เป็นระยะทาง 1 เมตร ในทิศทางเดียวกันกับแรงนั้น  
      โอห์ม : เป็นหน่วยของความต้านทาน โดย ความต้านทานขนาด 1 โอห์ม หมายถึง ความต้านทานที่ถูกป้อนด้วยแรงดันคงที่ ขนาด 1 โวลต์ แล้วเกิดกระแสขนาด 1 แอมป์ผ่านความต้านทานนั้น  
      โมห์ : เป็นหน่วยของความนำไฟฟ้า หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ซีเมนส์" เป็นส่วนกลับของโอห์ม เช่น ความต้านทาน 4 โอห์ม เท่ากับ 0.25 ซีเมนต์ หรือ 0.25 โมห์  
      นิวตัน : เป็นหน่วยของแรง แรงขนาด 1 นิวตัน คือ แรงที่ทำให้ของหนัก 1 กิโลกรัม เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร่ง 1 เมตรต่อวินาที  
      เทสลา : เป็นหน่วยของความหนาแน่นของเส้นแรงแม่เหล็ก มีค่าเท่ากับ 1 เวเบอร์ต่อตารางเมตรของพื้นที่วงจร  
      โวลต์ : เป็นหน่วยของแรงดันไฟฟ้า แรงดัน 1 โวลต์ มีค่าเท่ากับแรงดันของ 2 จุด ที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน 1 แอมแปร์ และมีกำลังไฟฟ้าเกิดขึ้นระหว่าง 2 จุดนั้น 1 วัตต์  
      โวลต์-แอมแปร์ : เป็นผลคูณของแรงดันเป็นโวลต์ (อาร์เอ็มเอส RMS ) กับกระแส (อาร์เอ็มเอส RMS)  
      วัตต์ : เป็นหน่วยของกำลังไฟฟ้า โดยกำลังไฟฟ้า 1 วัตต์ มีค่าเท่ากับพลังงาน 1 จูลต่อวินาที  
      กิโลวัตต์ : เท่ากับ 1,000 วัตต์  
      กิโลวัตต์-แอมแปร์ : เท่ากับ 1,000 โวลต์-แอมแปร์  
      เวเบอร์ : เป็นหน่วยของเส้นแรงแม่เหล็ก โดยขนาด 1 เวเบอร์ หมายถึง เส้นแรงแม่เหล็กซึ่งเชื่อมโยงลวดตัวนำ 1 รอบ จะเกิดแรงดัน 1 โวลต์ ในขณะที่เส้นแรงนั้นลดลงเป็นศูนย์ในเวลา 1 วินาที  
      กลับขึ้นไปข้างบน    
         
       
     
    ตัวนำหน้า
    สัญลักกษณ์
    คูณด้วย
    Tera (เทรา) T 1012
    Giga (กิกะ) G 109
    Mega (เมกะ) M 106
    Kilo (กิโล) k 103
    Hecto (เฮกโต) h 102
    Deka (เดคา) da 10
    Deci (เดซิ) d 10-1
    Ceti (เซนติ) c 10-2
    Milli (มิลลิ) m 10-3
    Micro (ไมโคร) µ 10-6
    Nano (นาโน) n 10-9
    Pico (พิโก) p 10-12
    Femto (เฟมโต) f 10-15
    Atto (แอตโต) a 10-18
     
      กลับขึ้นไปข้างบน    
         
       
           เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ต้านกระแสไฟฟ้าให้ลดลง มี 2 ประเภท คือ แบบค่าคงที่และแบบปรับค่าได้ ส่วนใหญ่การบอกค่าตัวต้านทานมักดูที่แถบสี เนื่องจากมีขนาดเล็ก ไม่สามารถพิมพ์ค่าลงเป็นตัวเลขได้ การใช้แถบสีแสดงค่าจึงเป็นการอ่านค่า แบบมาตรฐานที่นิยมใช้ทั่วไป โดยกำหนดให้แถบสีที่อยู่ชิดด้านใดด้านหนึ่ง ของตัวต้านทานเป็นแถบที่ 1 แล้วจึงจำทำการอ่านค่าต่อไป โดยในตัวอย่างกำหนดให้แถบสีที่ 1 อยู่ทางซ้ายมือ เวลาอ่านจะไล่จากซ้ายไปขวา  
         
      การอ่านค่าสีตัวต้านทานแบบ 4 แถบสี  
          การอ่านค่าสีตัวต้านทาน แบบ 4 แถบสี ให้อ่านจากซ้ายมาขวา เช่น "เหลือง ม่วง ส้ม ทอง" แถบสีที่ คือ สีเหลืองแทนด้วยเลข 4 แถบสีที่ 2 แทนด้วยเลข 7 แถบสีที่ 3 คือ ตัวคูณ ดังนั้น สีส้ม หมายถึง ตัวคูณ ×1000 และสีทองคือ ค่าความผิดพลาด ±5% ดังนั้นสามารถอ่านค่าความต้านทานได้ 47×1000 = 47,000 โอห์ม ±5% หรือ 47 กิโลโอห์ม ±5%  
         
      การอ่านค่าสีตัวความต้านทานแบบ 5 แถบสี  
          การอ่านค่าแบบ 5 แถบสี ให้อ่านไล่จากซ้ายมาขวา เช่น "เขียว น้ำตาล ดำ แดง น้ำตาล" สีเขียวคือ หลักแรกแทนด้วยเลข 5 สีน้ำตาลเป็นหลักที่สองแทนด้วยเลข 1 สีดำเป็นหลักที่สามแทนด้วยเลข 0 ต่อมาแถบสีของตัวคูณ สีแดง แทนด้วย ตัวคูณ × 100 และสีน้ำตาลสุดท้ายเป็นค่าความผิดพลาด แทนด้วย ±1% ดังนั้น ค่าที่อ่านได้คือ 510×100 = 51,000 โอห์ม ±1% หรือ 51 กิโลโอห์ม ±1%

    หน่วยที่ใช้สำหรับตัวต้านทาน
    การเทียบค่าสำหรับตัวต้านทาน
    โอห์ม ใช้สัญลักษณ์ Ω 1,000 โอห์ม เท่ากับ 1 กิโลโอห์ม
    กิโลโอห์ม ใช้สัญลักษณ์ kΩ 1,000 กิโลโอห์ม เท่ากับ 1 เมกะโอห์ม
    เมกะโอห์ม ใช้สัญลักษณ์ MΩ  
     
         
      ตัวอย่าง ตารางรหัสสีมาตรฐาน EIA (EIA-RS-279) แบบ 4 แถบ  
     
    สี
    แถบ 1
    แถบ 2
    แถบ 3
    (ตัวคูณ)
    แถบ 4
    (ค่าความผิดพลาด)
    สัมประสิทธิอุณหภูมิ
    ดำ 0 0 ×100    
    น้ำตาล 1 1 ×101 ±1% (F) 100 ppm
    แดง 2 2 ×102 ±2% (G) 50 ppm
    ส้ม 3 3 ×103   15 ppm
    เหลือง 4 4 ×104   25 ppm
    เขียว 5 5 ×105 ±0.5% (D)  
    น้ำเงิน 6 6 ×106 ±0.25% (C)  
    ม่วง 7 7 ×107 ±0.1% (B)  
    เทา 8 8 ×108 ±0.05% (A)  
    ขาว 9 9 ×109    
    ทอง     ×0.1 ±5% (J)  
    เงิน     ×0.01 ±10% (K)  
    ไม่มีสี       ±20% (M)  

    หมายเหตุ: สีแดง ถึง สีม่วง คือ สีของสายรุ้ง โดย สีแดงเป็นสีที่มีพลังงานต่ำสุด และสีม่วงมีพลังงานสูงกว่า
     
      กลับขึ้นไปข้างบน    
         
       
     
    1. ตั้งย่านความต้านทานได้ ตั้งแต่ ย่าน Rx1K ถึง Rx10K
    2. นำสายมิเตอร์มาแตะกัน เข็มมิเตอร์จะชี้ขึ้น ดูสเกลบนสุด จากนั้นปรับค่าเป็นศูนย์โอห์ม เข็มชี้ที่ 0
    3. เริ่มด้วยย่าน Rx1K ถ้าวัดได้ 10 ก็เท่ากับมีค่า 10K หรือ 1,000 โอห์ม
    4. ถ้าวัดแล้วไม่ได้ค่าชัดเจน ให้ปรับย่านให้สูงขึ้น ในการปรับทุกครั้งให้ปรับศูนย์โอห์มทุกครั้ง
     
      กลับขึ้นไปข้างบน    
         
       
     
    1. ตั้งย่านให้เหมาะสม เช่น ต้องการวัด โอห์มที่ปรับค่าได้ ขนาด 100K เริ่มที่ Rx1K ปรับศูนย์โอห์ม
    2. นำสายใดสายหนึ่ง แตะที่ขาที่ 1 แล้วนำอีกสายแตะที่ขา 3 ถ้าเข็มมิเตอร์ขึ้นที่ 100 แสดงว่าดี แต่ถ้าชี้ผิดไปจากนี้ แสดงว่าเสีย
    3. ย้ายสายที่แตะขา 3 มาแตะที่ขา 2 แล้วลองปรับค่าดู จะเห็นว่า มีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 100K
    4. ถ้าวัดแล้วไม่ได้ค่าชัดเจน ให้ปรับย่านให้สูงขึ้น ในการปรับทุกครั้งให้ปรับศูนย์โอห์มทุกครั้ง
    5. ลองสลับขา 2 มาแตะขา 3 ลองปรับค่าดู ว่าได้ผลตรงกันหรือไม่
     
      กลับขึ้นไปข้างบน    
         
       
     
    1. ตัวเก็บประจุชนิดอิเล็กโทรไลต์ มีค่าประมาณ 0.1 ไมโครฟารัด (µF) ถึง 22,000 µF อัตราทนแรงดัน 6.3 V ถึง 450 V ตัวเก็บประจุแบบนี้เป็นแบบมีขั้ว หากต่อผิดหรือใช้ไฟเกินมันจะระเบิดได้ ส่วนใหญ่ใช้ในการทำไฟให้เรียบ (filter) และเชื่อมโยงสัญญาณไฟกระแสสลับ (coupling) แต่มีข้อเสียคือ ค่าความผิดพลาดมากกว่าตัวเก็บประจุชนิดอื่นๆ เสียง่าย ส่วนใหญ่มักเสีย แบบค่าเสื่อม หรือรั่ว ข้อดี คือ มีค่าความจุให้เลือกมากกว่าแบบอื่น และราคาถูก
    2. ตัวเก็บประจุชนิดเซรามิก เป็นชนิดที่มีค่าน้อยตั้งแต่ 2 pF ถึง 0.47 µF เป็นแบบไม่มีขั้ว อัตราทนแรงดันส่วนใหญ่ คือ 50 V ถึง 2 kV ใช้งานในความถี่สูงได้ดี ค่าความผิดพลาดส่วนใหญ่มีค่า ±10%
    3. ตัวเก็บประจุชนิดไมลาร์ เป็นชนิดที่มีค่าปานกลาง 0.001 µF ถึง 1 µF อัตราทนแรงดัน 50 V ถึง 2 kV เป็นตัวเก็บประจุแบบไม่มีขั้วเช่นเดียวกับเซรามิก แต่มีความถี่ต่ำกว่า มีค่าความผิดพลาดต่ำกว่า ±5% ถึง ±10% ทนต่อความชื้นได้ดี และมักไม่เปลี่ยนค่าตามความชื้น
     
      กลับขึ้นไปข้างบน    
         
       
     
    1. ใช้มัลติมิเตอร์ตั้งย่านวัดค่าความต้านทาน
    2. การจะวัดต้องช็อตขาให้คายประจุที่มีอยู่ก่อนทุกครั้ง
    3. นำมาวัด ถ้าค่าความต้านทานต่ำมากๆ แล้วก็ค่อยๆ เพิ่มค่าความต้านทานขึ้นเรื่อยๆ จนสุดหน้าปัด แสดงว่าเป็นตัวเก็บประจุที่ดี ต้องระวังชนิดอิเล็กโทรไลต์ ควรต่อขั้วให้ถูกต้อง
    4. จากนั้นก็กลับขั้วแล้ววัดอีกครั้ง เข็มมิเตอร์ต้องขึ้นเหมือนเดิม แต่จะชี้ค่าความต้านทานต่ำกว่าเดิมประมาณ 2 เท่า
      หมายเหตุ
      - ถ้าวัดแล้วสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงยาก ให้ตั้งย่านวัดใหม่ ให้อ่านค่าได้ชัด เพื่อลดความ ผิดพลาด อย่าลืม ก่อนตรวจทุกครั้งต้องคายประจุก่อน
      - เมื่อวัดตัวเก็บประจุ แล้วเข็มมิเตอร์ชี้ขึ้นและค่อยๆ ลดลง แต่มาค้างอยู่ไม่ลดลงอีก แสดงว่า เสียแบบรั่ว
      - ถ้าวัดแล้วเข็มมิเตอร์ชี้ค่าเป็น 0 โอห์ม หรือใกล้เคียง แสดงว่า เสียแบบช็อต
      - ถ้าวัดแล้วเข็มมิเตอร์ไม่ขึ้นเลย แสดงว่า เสียแบบขาด
     
      กลับขึ้นไปข้างบน    
         
       
          ตัวเก็บประจุ เป็นอุปกรณ์อิเล็คโทรนิกส์ ที่ใช้งานในแทบทุกวงจร โครงสร้างภายในเป็นแผ่นโลหะ 2 แผ่น คั่นกลางด้วยฉนวน (ไดอิเล็กตริก)
        ค่าตัวเก็บประจุมีหน่วยเป็นฟารัด (Farad) ตัวย่อ คือ F นิยามของขนาดความจุ 1 ฟารัด เท่ากับความจุระหว่างแผ่นโลหะ 2 แผ่น ที่มีความจุ 1 คูลอมป์ และมีความต่างศักย์ ระหว่างแผ่น 1 โวลต์
     
         
     
    Capacitor Polarized Capacitors Variable Capacitor
       
       
       
     
         
      ตารางการแปลงหน่วยของตัวเก็บประจุที่ควรทราบ  
     
    ไมโครฟารัด (Microfarad)
    นาโนฟารัด (Nanofarad)
    พิโกฟารัด (Picofarad)
    รหัส EIA
    0.0001 µF 0.1 nF 100 pF 101
    0.001 µF 1 nF 1,000 pF 102
    0.01 µF 10 nF 10,000 pF 103
    0.1 µF 100 nF 100,000 pF 104
    1.0 µF 1,000 nF 1,000,000 pF 105
     
         
      รหัสอักษรความคลาดเคลื่อนตามมาตรฐาน EIA  
     
    ค่าความคลาดเคลื่อน
    (ตัวเก็บประจุมีค่ามากกว่า 10 pF)
    ค่าความคลาดเคลื่อน
    (ตัวเก็บประจุมีค่าต่ำกว่า 10 pF)
    F = 1% N = 30%
    G = 2% P = -0%, +100%
    J = 5% W = -30%, +40%
    K = 10% Y = -30%, +50%
    L = 15% Z = -30%, +80%
    M = 20%  
    C  
    = 0.25 pF
    D  
    = 0.5 pF
    F  
    = 1 pF
    G  
    = 2 pF

    EIA ย่อมาจาก Electrical Industrial Association
     
      กลับขึ้นไปข้างบน    
         
       
          เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการกำหนดทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้า และใช้ในการเรียงกระแสสลับเป็นกระแสตรง (rectify) โดยปกติจะมีแรงดันตกคร่อม ประมาณ 0.6V ถึง 0.7V อาจเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิ ถ้าอุณหภูมิต่ำ แรงดันตกคร่อมจะสูง ถ้าอุณหถูมิสูง แรงดันตกคร่อมจะต่ำ  
       
          แบ่งตามลักษณะการใช้งานได้ 3 ชนิด คือ  
     
    1. ชนิดใช้กับสัญญาณต่ำๆ และความถี่สูง ใช้ในการเรียงกระแสสลับเป็นไฟกระแสตรงกับสัญญาณที่ต่ำมาก มีแรงดันตกคร่อม 0.2V ถึง 0.3V แต่ไม่ค่อยนิยมเนื่องจาก มีอัตราการรั่วมาก เช่น 1N60
    2. ชนิดที่ใช้กับสัญญาณสูงและความถี่ต่ำหรือไม่สูงมาก นิยมใช้ ในการเปลี่ยนกระแสสลับเป็นกระแสตรงในวงจรไฟต่างๆ ใช้กำหนดทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้า มีแรงดันตกคร่อมประมาณ 0.6V ถึง 0.7V เช่น 1N4148, 1N4007 เป็นต้น
    3. ชนิดที่ใช้กับสัญญาณสูงและความถี่สูง มักใช้ในวงจรจ่ายไฟใน เครื่องคอมพิวเตอร์ และทีวี เป็นต้น
     
      กลับขึ้นไปข้างบน    
         
       
     
    1. วิธีเดียวกับการวัดความต้านทาน โดยตั้งย่าน Rx10K
    2. สายวัดขั้วบวกจะจ่ายไฟลบ และสายขั้วลบจะจ่ายไฟบวก นำไดโอดมาวัด ถ้าไดโอดดี เข็มมิเตอร์จะต้องขึ้นหนึ่งครั้งและไม่ขึ้นหนึ่งครั้ง
      หมายเหตุ
      - ถ้าเข็มมิเตอร์ขึ้นมากหนึ่งครั้ง ขึ้นน้อยหนึ่งครั้ง แสดงว่า เสียแบบรั่ว
      - ถ้าเข็มมิเตอร์ขึ้นมากทั้งสองครั้ง แสดงว่า เสียแบบช็อต
      - ถ้าเข็มมิเตอร์ไม่ขึ้นเลย แสดงว่า เสียแบบขาด
     
      กลับขึ้นไปข้างบน    
         
       
          เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการรักษาระดับแรงดันให้คงที่ มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับไดโอด แต่ต่างที่ตอนไบอัสกลับเท่านั้น การวัดค่าแรงดันแบบต่อวงจรที่มีตัวจ่ายไฟและตัวความต้านทาน ต่อกับซีเนอร์ไดโอดแบบไบอัสตรง เมื่อต่อไฟเข้าขั่วแอโนด ให้มีแรงดันไฟลผ่าน จะพบว่ามีแรงดันตกคร่อม 0.7V แต่เมื่อต่อแบบไบอัสกลับ ไฟบวกกับขั้วคาโทด ถ้าแรงดันไฟฟ้าต่ำกว่าแรงดันซีเนอร์ไดโอด ไฟฟ้าจะไหลผ่านไม่ได้ แต่ถ้าแรงดันไฟฟ้าสูงหรือสูงกว่าแรงดันซีเนอร์ไดโอด ไฟฟ้าจะไหลผ่านได้
        สรุปได้ว่า แรงดันเข้า = แรงดันตกคร่อมตัวความต้านทานในวงจร + แรงดันตกคร่อมซีเนอร์ไดโอด
     
       
      กลับขึ้นไปข้างบน    
         
       
     
    1. วัดค่าความต้านทานโดยตั้งย่าน Rx1K
    2. วัดค่าโดยสลับสายวัด ตัวซีเนอร์ที่ดี เข็มมิเตอร์จะชี้ขึ้นมากหนึ่งครั้ง และชี้ขึ้นน้อยหนึ่งครั้ง การวัดซีเนอร์ให้ผลคล้ายไดโอด
      หมายเหตุ
      - การนำซีเนอร์ไดโอดมาต่อกับแหล่งจ่ายไฟเพื่อวัด ควรตั้งค่าย่านแรงดันสูงก่อน เพื่อความปลอดภัยของมิเตอร์
      - เข็มมิเตอร์ชี้ขึ้นมาก เหมือนการวัดไอโอดแบบไบอัสตรง ขาที่ต่อกับสายบวก (ไฟลบ) เป็นขั้วคาโทด ส่วนขาที่ต่อกับสายลบ (ไฟบวก) เป็นขั้วแอโนด
      - เมื่อเข็มมิเตอร์ชี้ขึ้นน้อย เหมือนการวัดไดโอดแบบไบอัสกลับ แต่เข็มจะชี้ขึ้นเพียงเล็กน้อย แสดงว่าเป็นแรงดันของซีเนอร์ไดโอดเอง
      - ถ้าขึ้นมากทั้งสองครั้ง แสดงว่า เสียแบบช็อต
     
      กลับขึ้นไปข้างบน    
         
       
          เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่คล้ายตัวความต้านทานแบบปรับค่าได้ ระหว่างขา C กับ E มีการปรับค่าตามระดับกระแสที่ไหลผ่านขา B (ขาควบคุม) ซึ่งกระแสที่ใช้นี้มีค่าน้อยมากเมื่อเทียบกับกระแสที่เข้าที่ขา C (ขาเข้า) และออกที่ ขา E (ขาออก) ประโยชน์ มักใช้ในการขยายสัญญาณต่างๆ ที่ใช้ในการควบคุมสัญญาณ และในวงจรผลิตสัญญาณต่างๆ การจ่ายกระแสจะได้มากน้อยขึ้นกับกระแสควบคุมและกำลังขยาย (hFE) ซึ่งเป็นอัตราส่วนระหว่างกระแสควบคุมกับกระแสที่จ่ายเข้า-ออก

                    IE = IC + IB ถ้า IB น้อยมาก จะได้ IE = IC

                    ดังนั้น hFE = ICE/IB = IC/IB

            ทรานซิสเตอร์แบ่งตามชนิดของสารประกอบได้เป็น 2 แบบ คือ NPN และ PNP
     
          ชนิด NPN เป็นทรานซิสเตอร์ที่ต้องจ่ายกระแสเป็นบวก คือ ขา B ต้องมีค่าบวกมากกว่าขา E จึงจะทำให้ทรานซิสเตอร์ทำงานได้ ปกติจะมีแรงดันตกคร่อมขา B และ E ประมาณ 0.6V ถึง 0.7V สำหรับทรานซิสเตอร์ที่ทำจากสารซิลิคอน และ 0.2V สำหรับชนิดที่ทำจากสารเจอร์เมเนียม ซึ่งไม่ค่อยนิยมใช้ เพราะว่า รั่วง่าย เราต้องจ่ายไฟขา C มากกว่าขา E เสมอ โดยปรกติ ขา E จะต่อตรงกับไฟลบ ทรานซิสเตอร์ชนิดนี้จึงเป็นที่นิยมใช้  
          ชนิด PNP เป็นทรานซิสเตอร์ที่มีการทำงานเหมือน NPN แต่ต่างที่ขั้วบวกลบเท่านั้น  
     
    NPN PNP
     
      กลับขึ้นไปข้างบน    
         
       
     
    1. ตั้งย่านการวัดค่าความต้านทาน ที่ Rx10K
    2. สำหรับทรานซิสเตอร์แบบ NPN นำสายสีดำ(ไฟบวก) แตะที่ขา B และสายสีแดง (ไฟลบ) แตะที่ขา C และ E ตามลำดับ โดยเข็มมิเตอร์ต้องใกล้เคียง 0 โอห์ม ทั้งสองครั้ง
    3. แล้วนำสายสีแดงไฟลบ มาแตะที่ขา B ส่วนสายสีดำ ไฟบวก ไปแตะที่ขา C เข็มต้องไม่ขึ้นเลย จากนั้นนำสายสีดำ ไฟบวกมาแตะที่ขา E เข็มมิเตอร์อาจชี้ขึ้นเล็กน้อยหรือไม่ขึ้นเลยเช่นกัน
    4. เปลี่ยนนำสายสีแดง ไฟลบ มาแตะที่ขา C และสายสีดำ ไฟบวกมาแตะที่ขา E เข็มมิเตอร์จะต้องขึ้นเล็กน้อยหรือไม่ขึ้นเลยเช่นกัน
    5. สำหรับทรานซิสเตอร์แบบ PNP ก็ทำเช่นเดียวกันแต่ต่างที่ขั้วบวกลบเท่านั้น
      หมายเหตุ
      - การนำซีเนอร์ไดโอดมาต่อกับแหล่งจ่ายไฟเพื่อวัด ควรตั้งค่าย่านแรงดันสูงก่อน เพื่อความปลอดภัยของมิเตอร์
      - เข็มมิเตอร์ชี้ขึ้นมาก เหมือนการวัดไอโอดแบบไบอัสตรง ขาที่ต่อกับสายบวก (ไฟลบ) เป็นขั้วคาโทด ส่วนขาที่ต่อกับสายลบ (ไฟบวก) เป็นขั้วแอโนด
      - เมื่อเข็มมิเตอร์ชี้ขึ้นน้อย เหมือนการวัดไดโอดแบบไบอัสกลับ แต่เข็มจะชี้ขึ้นเพียงเล็กน้อย แสดงว่าเป็นแรงดันของซีเนอร์ไดโอดเอง
      - ถ้าขึ้นมากทั้งสองครั้ง แสดงว่า เสียแบบช็อต
     
      กลับขึ้นไปข้างบน    
         
       
     
    A Ampere or Anode LSI Large Scale Integration
    A.B.R. Auxillary Bass Radiator l.w. Long Wave (approx 1100-2000 m)
    a.c. Alternating current M Mega (106)
    A/D Analogue to Digital m. Milli (10-3) or metres
    ADC Analogue to Digital MHz Megahertz
    A.e. Aerial m.c. Moving Coil
    a.f. audio frequency Mic Microphone
    a.f.c. automatic frequency control MOS Metal Oxide Semiconductor
    a.g.c. automatic gain control MPU Microprocessor Unit
    a.m. amplitude modulation MPX Multiplex
    ASA Acoustical Society of America m.w. Medium Wave (approx 185-560m)
    ASCII American Standard Code for Internation Interchange n. Nano (10-9)
    a.t.u. aerial tuning unit NAB National Association of Broadcasters
    AUX AUXiliary Ni-Cad Nickel-Cadmium
    a.v.c. Automatic volume control n/c Not Connected; Normally Closed
    b. base of transistor n/o Normally Open
    BAF Bonded Acetate Fibre NMOS Negative channel Metal Oxide Semiconductor
    B&S Brown & Shape (U.S.) wire gauge o/c Open Channel; Open Circuit
    b.p.s. bits per second o/p Output
    BR Bass Reflex Op-amp Operational amplifier
    BSI British Standards Institution p. Pico (10-12)
    C Capacitor, Cathode, Centigrade, Colomb PA Public Address
    c. collector of transistor, speed of light PABX Private Automatic Branch eXchange
    CB Citizen’s band PAL Phase Alternation Line
    CCD Charge Coupled Device p.a.m. Pulse Amplitude Modulation
    CCIR International Radio Consultative Committee PCB Printed circuit Broad
    CCITT International Telegraph and Telephone Consultative Committee PCM Pulse Code Modulation
    CCTV Closed Circuit Television PLA Programmable Logic Array
    chps. characters per second PLL Phase Locked Loop
    CPU Central Processor Unit PMOS Politive channel Metal Oxide Semiconductor
    CTD Charge Transfer Device p.p.m. Peak Programme Meter
    CLK ClocK signal p.r.f. Pulse Repetion Frequency
    CrO2 Chromium Dioxide PROM Programmable Read Only Memory
    CMOS Complementary Metal Oxide Semiconductor PSS Packet Switch Stream
    c.w. continuous wave PSIN Public Switched Telephone Network
    D Diode PSU Power Supply Unit
    d. drain of an f.e.t. PTFE Polytetrafluoronethylene
    D/A Digital to Analogue PU PickUp
    DAC Digital to Analogue Convertor PUJT Programmable Unijunction Transistor
    dB deciBel Q Quality factor; efficiency of turned circuit, charge
    d.c. direct current R Resistance
    DCC Double Cotton Covered RAM Random Access Memory
    DCE Data Circuit-terminating Equipment RCF Recommended Crossover freq.
    DF Direction Finding RIAA Record Industry Association of America
    DIL Dual-In-Line r.f. Radio Frequency
    DIN German standard institute r.f.c. Radio Frequency Choke (coil)
    DMA Direct Memory Access r.m.s. Root Mean Square
    DPDT Double Pole, Double Throw ROM Read Only Memory
    DPST Double Pole, Single Throw RTL Resistor Transistor Logic
    DTE Data Terminal Equipment R/W Read/Write
    DTL Diode-Transistor Logic RX Receive
    DTMF Dual Tone Multi-Frequency S Siemens
    DX long Distance reception s. Source of an f.e.t.
    e. Emitter of transister s/c Short Cirsuit
    EAROM Electrically Alterable Read Only Memory SCR Silicon-Controlled Rectifier
    ECL Emitter Coupled Logic s.h.f Super High Frequency
    e.h.t. Extremely High Tension SI International System of units
    e.m.f. Electromotive force S/N Signal-to-Noise
    en. Enamelled SPL Sound Pressure Level
    EPROM Erasable Programmable Read Only Memory SPST Single Pole, Single Throw
    EQ Equalisation SPDT Single Pole, Double Throw
    ERP Effective Radiated Power s.w. Short Wave (approx 10-60 m)
    EROM Erasable Read Only Memory s.w.g. Standard Wire Gauge
    F Farad, Fahrenheit or Force s.w.r. Standard Wave Ratio
    f. Frequency T Tesia
    Fe Ferrous TDM Time Division Multiplex
    FeCr Ferri-Chrome t.h.d. Total Harmonic Distortion
    f.et. Field Effect Transistor t.i.d. Transient Intermodulation Distortion
    f.m. Frequency Modulation TR TRansformer
    f.r. Frequency Response or Range t.r.f. Turned Radio Frequency
    f.s.d. Full-Scale Deflection TTL Transistor Transistor Logic
    f.s.k. Frequency Shift Keying TTY Teletype Unit
    G Giga (109) TVI TeleVision Interface, TeleVision Interference
    g. Grid, Gravitational constant TX Transmitter
    H Henry UART Universal Asynchronous Receiver Transmitter
    h.f. High Frequency u.h.f. Ultra High Frequency (approx. 470-854 MHz)
    Hz Hertz (cycles per second) u.j.t. Unijunction Transistor
    I Current ULA Uncommitted Logic Array
    IB Infinite Baffle V Volts
    i.c. Integrated circuit VA Volt-Amps
    IF Intermediate Frequency v.c.a. Voltage Controlled Amplifier
    IHF Institute of High Fidelity (U.S.) v.c.o. Voltage Controlled Oscillator
    I2L (IIL) Integrated Injection Logic VCT Voltage to Current Transaction
    i.m.d. Intermodulation Distortion v.h.f. Very High Frequency
    i/p Input v.l.f. Very Low Frequency
    i.p.s Inches per second VU Volume Unit
    k. Kilo (103) or cathode W Watts
    K Kilo, in computing terms (210=1024), or degrees Kelvin Wb Weber
    L Inductance or lumens W.F. Wow and Flutter
    l.e.d. Light Emitting Diode w.p.m. Words Per Munite
    l.f. Low Frequency X Reactance
    LIN Linear Xtal Crystal
    LOG Logarithmic Z Impedance
    LS Loud Speaker ZD Zener Diode
     
      กลับขึ้นไปข้างบน    
     
         

    Best Preview in Internet Explorer Resolution 1028 by 768 pixels
    Copyright ©2007 wpsupply.com | Webmaster